การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หมายถึง การที่คนคนหนึ่งถูกมองว่ามีความสามารถในการรับผิดชอบการกระทำของตนเอง ตอบสนองความจำเป็นในชีวิตได้ และได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคม คนส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นผู้ใหญ่เมื่อเริ่มต้นทำงาน
อย่างไรก็ตาม โลกแห่งการทำงานที่มีการแข่งขันสูงและเรียกร้องให้ต้องทำได้ทุกอย่าง มักจะขัดแย้งกับความต้องการในชีวิตส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านจากช่วงวัยรุ่นอันสดใส และถูกบีบบังคับให้เข้าสู่วัย “ผู้ใหญ่” ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้มักจะตามมาด้วยวิกฤตทางอารมณ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Quarter-life crisis
Quarter-life crisis แปลเป็นภาษาไทยว่า “วิกฤตหนึ่งส่วนสี่ชีวิต” คือช่วงเวลาที่คนรู้สึกวิตกกังวล ไม่มั่นใจว่าจะกำหนดทิศทางและคุณภาพชีวิตตนให้เป็นแบบไหน เนื่องจากเพิ่งเข้าสู่วัยทำงาน และกำลังประสบการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ใหญ่
คนที่ประสบวิกฤตนี้มักจะรู้สึก:
- ตัดสินใจลำบาก ยากที่จะระบุความต้องการของตนเอง
- ติดอยู่ในวังวนระหว่างทางเลือกต่างๆ ทั้งที่ได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว
- สับสนว่าจะเลือกไล่ตามความฝันต่อไป หรือเลือกชีวิตธรรมดาแต่มั่นคงดีกว่า
- กลัวเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคนอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน
- ขาดแรงบันดาลใจ รู้สึกเหนื่อย เครียด กังวล หดหู่ตลอดเวลา
ความรู้สึกผสมกันหลายอย่างที่เผชิญใน Quarter-life crisis นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายช่วงชีวิต แต่ส่วนมากจะเห็นได้ชัดในชีวิตการทำงาน
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หลายคนที่เผชิญ Quarter-life crisis มักจะสับสนในเป้าหมายชีวิตตนเอง หรือไม่ก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตนเองต้องการทำอะไร ผู้คนที่สับสนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะระบายทุกอย่างลงในงานของพวกเขา โดยหวังว่าจะสามารถค้นพบความหมายหรือเป้าหมายของชีวิตจากการทำงานได้ และเมื่อความคาดหวังเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะเกิดความผิดหวังต่างๆ นานา
“งาน คือการค้นหาความหมาย ขณะเดียวกันก็คือการหาเงินสำหรับอาหารแต่ละมื้อ เป็นการค้นหาการยอมรับ พร้อมๆ กับหาเงินไปด้วย เป็นการค้นหาความตื่นตาตื่นใจ เพื่อให้ชีวิตไม่เป็นดั่งภาพเคลื่อนไหวที่ถูกระงับ กล่าวสั้นๆ งานคือการค้นหาแรงผลักดันในชีวิต เพื่อไม่ให้รู้สึกเฉาตายตั้งแต่วันจันทร์ไปจนถึงวันศุกร์” — Studs Terkel
เมื่อได้ชื่อว่างาน ย่อมต้องพ่วงมาพร้อมกับสิ่งไม่น่าพึงประสงค์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานล่วงเวลา เงินเดือนอันน้อยนิด หัวหน้ากับเพื่อนร่วมงานที่ไม่น่าพิสมัย และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะสะสมรวมกันเป็นคะแนนด้านลบที่ทำให้คนเราผิดหวังในการทำงาน เมื่อใดที่คะแนนความผิดหวังมีมากกว่าความพึงพอใจ เมื่อนั้นก็จะเกิดความรู้สึกขื่นขม ซึ่งอาจสะสมกันเป็นความเกลียดชังต่องานที่ทำ
นี่คือเกณฑ์ 4 ข้อที่ใช้ในการประเมินอาชีพการงาน หากใครเกลียดงานของตน ให้มั่นใจได้เลยว่ามีสาเหตุมาจากงานที่ทำไม่ตรงกับเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งนี้ หรืออาจจะไม่ตรงกับข้อใดเลย
- ประเภทงาน (ตรงกับความชอบหรือเป้าหมายของชีวิตหรือไม่)
- เงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นๆ (ตรงกับความจำเป็นหรือไม่)
- โอกาสในหน้าที่การงาน (มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานหรือไม่)
- ความสัมพันธ์กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน (เป็นไปในทางบวกหรือทางลบ)
สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อ ชีวิต vs งาน นี้เป็นปัญหาดั้งเดิมของมนุษย์ ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นโลกของอนิเมะและมังงะ ก็มักจะมีการหยิบยกหัวข้อนี้ขึ้นมาพูดถึงบ่อยๆ ตัวละครหลายคนถูกบรรยายว่ามีความขัดแย้งหรือเกลียดชังงานของตน แต่พวกเขาต่างก็มีเหตุผลที่ไม่สามารถหนีไปจากวิชาชีพของตนได้
และนี่คือ 3 ตัวละครที่โดดเด่นที่สุดสำหรับผู้เขียน มาวิเคราะห์สถานการณ์ของพวกเขาโดยใช้เกณฑ์ 4 ข้อที่กล่าวถึงไปข้างต้นกันเถอะ
พอได้อ่านเรื่องราวของตัวละครเหล่านี้แล้ว บางทีคุณที่รู้สึกเหมือนกันกับพวกเขา อาจจะค้นพบมุมมองใหม่ๆ หรือค้นพบวิธีรับมือกับความรู้สึก ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ไม่มากก็น้อย
นานามิ เคนโตะ เป็นตัวละครในการ์ตูนยอดนิยมเรื่อง มหาเวทย์ผนึกมาร เขาเป็นผู้ชายอายุ 27 ปีที่ประกอบอาชีพเป็นผู้ใช้คุณไสย งานหลักของเขาในฐานะผู้ใช้คุณไสย คือปกป้องมนุษย์จากทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำสาป

นานามิเป็นคนมีเหตุผล สามารถตัดสินบุคลิกและความสามารถของผู้อื่นตามที่พวกเขาเป็นจริงๆ ได้ นานามิไม่ค่อยแสดงอารมณ์เท่าไหร่ ทำให้ดูเป็นคนเย็นชา แต่เขากลับแสดงความรังเกียจบางสิ่งหรือบางคนได้อย่างตรงไปตรงมา เวลาปฏิบัติหน้าที่ นานามิจะมีหลักประจำตัวในการใช้ชีวิตหลายประการที่เขายึดมั่นมากและคงเส้นคงวา ซึ่งก็คือปฏิบัติตามกฏและมีความรับผิดชอบต่อบทบาทตลอดจนถึงการกระทำของตนเอง
แม้ว่าจะทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานมาก แต่นานามิก็เคยออกจากโลกแห่งไสยเวทเพราะเขาคิดว่าชีวิตการเป็น “ผู้ใช้คุณไสยห่วยแตก” เขาจึงหันมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติและทำงานเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้นอยู่ในออฟฟิศ เป้าหมายของเขาคือหาเงินให้ได้มากพอที่จะปลดเกษียณตัวเองก่อนถึงวัย จากนั้นก็ใช้ชีวิตที่เหลือในประเทศที่ค่าครองชีพต่ำ
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทำงานเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น เขาก็ตระหนักได้ถึงบางอย่าง
- นานามิเป็นคนที่มีทักษะความชำนาญในทุกสายอาชีพที่เขาทำอย่างเอาจริงเอาจัง ทั้งในขณะที่ทำงานเป็นผู้ใช้คุณไสย และนายหน้าซื้อขายหุ้น
- เพราะเขาเป็นคนเก่ง หัวหน้าจึงคาดหวังเป็นอย่างสูงให้เขาทำกำไรเข้าบริษัท หัวหน้าของเขาเป็นคนประเภทที่สนใจแต่ผลประโยชน์ แม้ว่าจะต้องหลอกลวงลูกค้าก็ตาม สิ่งนี้ขัดกับนิสัยและความยึดมั่นในความซื่อสัตย์ของนานามิ
- แม้ว่าจะได้เงินเดือนเยอะ แต่งานนี้โดยพื้นฐานแล้วมีแต่จะช่วยให้คนรวยได้รวยยิ่งขึ้น ไม่ได้ให้ความหมายกับชีวิตของนานามิเลย

นานามิจึงสรุปกับตัวเองว่างานเป็นสิ่งที่ห่วยแตกทั้งหมด ไม่ว่าจะสาขาอาชีพไหนก็ตาม ระหว่างสองอาชีพที่เขาเคยทำและรังเกียจ เขายอมเลือกอาชีพที่ต้องการพรสวรรค์ที่มากกว่าและมอบความหมายให้ชีวิต ซึ่งก็คือเป็นผู้ใช้คุณไสยนั่นเอง
มาประเมิน 4 เกณฑ์ในอาชีพผู้ใช้คุณไสยของนานามิกันเถอะ:
A. ประเภทงาน
งานหลักของผู้ใช้คุณไสย ก็คือกำจัดวิญญาณคำสาปเพื่อปกป้องมวลมนุษย์ งานอื่นๆ รวมถึงตรวจสอบการตายที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณคำสาป และชำระล้างวัตถุต้องสาป พวกเขายังต้องรับมือกับผู้ใช้คำสาป ซึ่งก็คือผู้ที่ใช้คุณไสยในทางไม่ดีอีกด้วย
การจะเป็นผู้ใช้คุณไสยที่ทำหน้าที่เหล่านี้ได้ จะต้องเป็นคนที่มีพลังคำสาป และสามารถมองเห็นวิญญาณคำสาป ก่อนที่จะได้เป็นผู้ใช้คุณไสยมืออาชีพ พวกเขาจะต้องฝึกวิชาในโรงเรียนไสยเวทเสียก่อน โดยในระหว่างที่เรียนอยู่ นักเรียนจะได้รับการสอนให้ฝึกฝนในสนามจริงโดยตรง
ในช่วงที่นานามิเป็นผู้ใช้คุณไสย (ทั้งตอนที่เป็นนักเรียนไสยเวท และหลังจากได้เป็นมืออาชีพแล้ว) เขาตระหนักได้บางเรื่อง คือ
- คนที่สามารถเป็นผู้ใช้คุณไสยได้มีจำนวนไม่มาก นั่นหมายความว่ามักจะขาดแคลนกำลังคนอยู่เสมอ
- คดีที่ได้รับมอบหมายนั้นกะระดับความยากได้ลำบาก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีบางคนได้รับมอบหมายงานที่เกินความสามารถของตนเอง
- เป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง อาจถึงขั้นเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่
- ต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก เช่น เอาชีวิตของเพื่อนร่วมงานไปเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
- ต้องเผชิญสถานการณ์ที่น่าลำบากใจ เช่น ต้องสังหารคนบางคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้อีกแล้ว
- นักเรียนโรงเรียนไสยเวทเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่วุฒิภาวะทางอารมณ์ยังไม่เติบโตเต็มที่ ไม่สมควรจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
- นักเรียนที่ออกภาคปฏิบัติในสนามจริงไม่ได้รับการชี้แนะดูแลโดยผู้ใหญ่ที่มีความสามารถมากกว่าตนเองเสมอไป
ไม่เป็นที่แน่ชัดว่านานามิออกจากโลกแห่งไสยเวทตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อเขากลับมา เขาเติบโตขึ้นมาก และตระหนักดีถึงความเสี่ยงที่จะได้รับ ครั้งนี้เขาปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการของตนเอง จากประสบการณ์การทำงานในออฟฟิศ เขาทราบดีว่าสมดุลระหว่างหน้าที่การงานกับความพยายามนั้นเป็นสิ่งสำคัญ

(ขวา) อิตาโดริ : “โอ้ว มาพยายามกันให้เต็มที่เถอะ!!” | นานามิ : “ไม่ล่ะ ถ้าปกติไหวก็เอาแค่ปกติพอ” - บทที่ 19
(ซ้าย) “ฉันเกลียดการทำงานล่วงเวลา รีบๆ ทำให้มันจบๆ เถอะ” - บทที่ 21
นอกจากประสบการณ์ในฐานะผู้ใช้คุณไสยแล้ว นานามิยังตระหนักถึงบทบาทสำคัญของผู้ใหญ่ที่ต้องคุ้มครองเด็กๆ รุ่นต่อไป

“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ดูถูกหรือเปล่า ฉันเป็นผู้ใหญ่ ส่วนเธอเป็นเด็ก ฉันมีหน้าที่ต้องเห็นความปลอดภัยของเธอสำคัญกว่าตัวฉันเอง” - บทที่ 19
B. เงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นๆ
ในเรื่องไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าผู้ใช้คุณไสยได้รับเงินเดือนเท่าไหร่กันแน่ แต่ก็มีการบอกแบบอ้อมๆ ว่าพวกเขาได้รับค่าตอบแทนเยอะมาก หากพิจารณาจากเนื้องานที่ต้องเสี่ยงชีวิตแล้วก็คงไม่แปลก เท่าที่รู้ในตอนนี้ก็คือ ยิ่งเป็นผู้ใช้คุณไสยระดับสูงเท่าไหร่ เงินที่ได้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
นานามิครองตำแหน่งผู้ใช้คุณไสยระดับ 1 จึงสามารถพูดได้ว่าได้เขาได้รับเงินค่าตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป สิ่งเหล่านี้ยังเห็นได้จากไลฟ์สไตล์หรูหราของนานามิ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่เขาสวมใส่

มีแฟนๆ วิเคราะห์กันไว้จากภาพหน้าปกเล่ม 11 ว่า นาฬิกาข้อมือที่นานามิใส่นั้นคือ Tag Heuer Carrera Edition ราคาประมาณ 150,000 บาท
C. โอกาสในหน้าที่การงาน
ในฐานะผู้ใช้คุณไสยระดับ 1 นานามิอยู่ในจุดสูงสุดที่เขาจะไต่เต้าไปถึงได้แล้ว เขาไม่สามารถไปถึงขั้นระดับพิเศษได้ เพราะมีเพียงคนที่มีพรสวรรค์ฟ้าประทานและสถานการณ์พิเศษเท่านั้นจึงจะไปถึงได้ นอกจากนั้น เรายังไม่รู้ว่าต้องใช้บรรทัดฐานอะไรในการวัดว่าใครจะได้เป็นผู้ใช้คุณไสยระดับสูง
D. ความสัมพันธ์กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน
เท่าที่เรื่องมหาเวทย์ผนึกมารดำเนินมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องบนตัวจริงในหมู่ผู้ใช้คุณไสย อย่างไรก็ตาม จากคำอธิบายของโกโจ ซาโตรุ สามารถสรุปได้ว่าเบื้องบนเหล่านั้นประกอบไปด้วยคนหัวโบราณที่มีความคิดล้าสมัย สนใจแค่เพียงสายเลือดและผลประโยชน์ในกลุ่มตนเอง หรือก็คือ คอรัปชั่น ทุจริต เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เบื้องบนเหล่านั้นไม่ลังเลที่จะใช้วิธีการสกปรกเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เช่น ตั้งใจส่งผู้ใช้คุณไสยฝึกหัดไปจัดการคดีที่ระดับความยากเกินความสามารถของพวกเขามาก หรือกระทั่งพยายามสังหารใครบางคน แล้วสร้างสถานการณ์ว่าเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้เสียชีวิตแทน
นานามิกล่าวว่าเขาเกลียดวิธีที่เบื้องบนของหมู่ผู้ใช้คุณไสยใช้ ถึงกระนั้น นานามิก็ยังเลือกที่จะปฏิบัติตามกฎเพราะมันคือหลักในการดำเนินชีวิตของเขา

โดยทั่วไปแล้ว นานามิมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแบบมืออาชีพ และสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี
เรามักจะเห็นนานามิทำงานร่วมกับ อิจิชิ คิโยทากะ ผู้ช่วยผู้กำกับผู้ทำหน้าที่ควบเป็นคนขับรถด้วย อิจิชิเคารพนานามิว่าเป็นผู้ใหญ่ที่วางตัวได้เหมาะสมกับที่เป็นผู้ใหญ่ เมื่อเทียบกับผู้ใช้คุณไสยคนอื่นๆ (เช่น โกโจ ซาโตรุ) อิจิชินับถือทัศนคติของนานามิ ที่พยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถอยู่เสมอ ในทางกลับกัน นานามิเองก็ดูเหมือนจะพึ่งพาอิจิชิได้เช่นกันในยามจำเป็น
นอกจากนั้น เรายังเห็นนานามิมีปฏิสัมพันธ์กับรุ่นพี่ของเขาที่ชื่อ อิเออิริ โชโกะ ผู้ทำงานเป็นหมอในโรงเรียนไสยเวท ทั้งคู่มีนิสัยคล้ายกันตรงที่เอาจริงเอาจังและไม่ใส่ความรู้สึกมากนักในการทำงาน อย่างไรก็ตาม พวกเขามีวิธีที่แตกต่างกันในการแสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น
อีกด้านหนึ่งนั้น นานามิมีนิสัยตรงข้ามกับโกโจ ซาโตรุ ผู้ไม่แยแสสิ่งใดและมักทำอะไรตามใจตัวเอง ถึงจะไม่เคารพนับถือโกโจ แต่นานามิก็ยังยอมรับว่าตนเองเชื่อใจเขา เช่นเดียวกันกับที่โกโจเชื่อว่าแม้นานามิจะมีท่าทีเย็นชา แต่ก็เป็นคนที่สามารถเข้าใจความทุกข์ทรมานของผู้อื่น

ด้านความสัมพันธ์กับรุ่นน้องของนานามิ ยิ่งเห็นได้ชัดเจนจากความสามารถในการนำทีมในสภาวะวิกฤต เขาทำให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในความควบคุมได้อย่างรวดเร็ว แบ่งสรรงานและให้คำแนะนำ อิโนะกับอิตาโดริที่เป็นรุ่นน้องต่างก็นับถือนานามิในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาซึ่งพึ่งพาได้
จึงสามารถกล่าวได้ว่านานามินั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งยังได้รับความเคารพนับถืออีกด้วย
สาเหตุที่นานามิเกลียดงานของตัวเอง
หลังจากพิจารณาทั้ง 4 ด้านของความพึงพอใจต่องานที่ทำข้างต้นแล้ว เหตุผลที่ทำให้นานามิเกลียดงานผู้ใช้คุณไสยของตนก็คือ
- เป็นงานเสี่ยงตาย และไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่
- การขาดกำลังคนทำให้ภาระงานหนักขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
- ขาดการชี้แนะจากผู้ใหญ่ที่เจนสนามมากกว่า จึงจำต้องใช้วิธี “เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ”
- ต้องเอาชีวิตเพื่อนร่วมงานไปเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
- ต้องสังหารคนที่ไม่สามารถช่วยได้อีกต่อไป
- สภาพการทำงานบังคับให้คนคนหนึ่งต้องเติบโตขึ้นเร็วเกินไป
- หัวหน้าสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตน และใช้วิธีสกปรกในการทำงาน
เมื่อประเมินจากประเด็นเหล่านั้น ก็ไม่น่าแปลกใจที่นานามิพูดว่าการเป็นผู้ใช้คุณไสยนั้นห่วยแตก ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผู้ใช้คุณไสยเผชิญอยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา และก็ยังไม่มีวิธีป้องกันหรือหนทางแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ
วิธีจัดการกับความเครียดและความยากลำบากในการทำงานของนานามิ ก็คือการกินขนมปังประเภทต่างๆ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วิธีนี้ย่อมไม่ใช่หนทางจริงๆ ในการแก้ไขปัญหาที่เขาเผชิญ แต่ก็เป็นทางหนึ่งในการประคับประคองชีวิตหลังจากที่ตัดสินใจกลับมาเป็นผู้ใช้คุณไสยอีกครั้ง
สาเหตุที่นานามิยังคงทำงานเดิมต่อไป
แม้จะมีหลายอย่างที่เกลียดเกี่ยวกับงานผู้ใช้คุณไสย แต่นานามิก็ยังเลือกงานนี้ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยพรสวรรค์มากกว่า และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้ ด้วยความสามารถในการมองเห็นวิญญาณคำสาปและใช้พลังคำสาป นานามิจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้
ในฐานะที่เป็นคนยึดมั่นในความซื่อสัตย์ นานามิรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์มากกว่าเมื่อได้ทำงานขจัดคำสาป และสิ่งที่เขาทำส่งผลดีต่อผู้คนที่ต้องการความสามารถของเขา

นานามิช่วยขจัดคำสาปให้หญิงสาวร้านเบเกอรี่ที่เขาเป็นลูกค้าประจำ - บทที่ 30
นานามิที่ออกจากโลกแห่งการเป็นผู้ใช้คุณไสยไปทำงานเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจเพิกเฉยต่อคนที่ต้องคำสาป และสุดท้ายก็ยังให้ความช่วยเหลืออยู่ดี สิ่งที่กลายเป็นจุดพลิกผันของเขาก็คือตอนที่เขาตัดสินใจช่วยพนักงานร้านเบเกอรี่ร้านโปรดของเขานั่นเอง
คำขอบคุณอย่างจริงใจจากคนที่นานามิช่วยเหลือ ได้ย้ำเตือนนานามิว่าตัวตนของเขามีความหมาย นานามิที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีเหตุผลในการใช้ชีวิต เพิ่งตระหนักว่าการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายที่เขาต้องการ กับความปรารถนาที่จะตายไปอย่างไม่มีอะไรเสียใจนั้น มีมากกว่าความปรารถนาที่อยากจะอยู่อย่างสบายๆ ในบั้นปลายของชีวิต

อุรามิจิ โอโมตะ เป็นผู้ชายอายุ 31 ปีที่ทำงานเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาสำหรับเด็ก “สนุกกับหม่าม้า” ในรายการนี้ เขามักถูกเรียกว่า อุรามิจิ โอนี่ซัง (พี่อุรามิจิ) และรับบทบาทเป็น taiso no oniisan (พี่ยิมนาสติก) หรือก็คือพี่ชายผู้ทำหน้าที่เป็นโค้ชกีฬาและกายบริหารนั่นเอง
ความจริงแล้วอุรามิจิมีความสามารถเกินกว่าจะมาทำงานเป็นโค้ชกีฬาในรายการสำหรับเด็ก ในระหว่างที่เขาเรียนอยู่นั้น เขาเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เก่งที่สุดของมหาวิทยาลัย Nippon Sport Science University ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการผลิตนักกีฬาระดับชาติ เพื่อนร่วมงานของเขาที่เป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยด้วยยังสงสัยเกี่ยวกับการตัดสินใจเลิกเป็นนักกีฬายิมนาสติกและรู้สึกเสียดายศักยภาพของเขา
อุรามิจิค่อนข้างมีอารมณ์เรียบเฉย ไม่กระตือรือร้นในชีวิต และดูคล้ายจะเป็นซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม เพราะงานของเขาต้องใกล้ชิดกับเด็กๆ อุรามิจิจึงจำเป็นต้องแสดงบุคลิกร่าเริง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าโดยไม่อาจโต้เถียงอะไรได้มาก ความขัดแย้งระหว่างอารมณ์ที่แท้จริงกับอารมณ์ที่แสดงออก จึงมักจะทำให้หน้ากากที่ใช้เข้าสังคมของเขาเกิดรอยร้าว บ่อยครั้งที่เขาถึงกับแสดงท่าทีหม่นหมองกับชีวิตต่อหน้าเด็กๆ
ภายหลังเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ เราจึงได้รู้ว่าที่อุรามิจิก้าวเข้าสู่โลกของยิมนาสติกนั้นไม่ใช่ด้วยความตั้งใจของตนเอง แต่เป็นการทำตามความคาดหวังของพ่อแม่ จากข้อมูลนี้จึงสรุปได้ว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกหากปัจจุบันอุรามิจิจะมีหุ่นที่ยอดเยี่ยมเพราะจำเป็นต่อการทำงาน แต่สภาพจิตใจกลับไม่ได้คงที่ตามไปด้วย สิ่งนี้สะท้อนออกมาให้เห็นบ่อยๆ ด้วยการที่เขามักจะโกรธเงียบ และพูดจาประชดประชันกับเพื่อนร่วมงาน รวมทั้งเด็กๆ ในรายกาย “สนุกกับหม่าม้า”

แต่เมื่ออยู่กับหัวหน้า อุรามิจิได้แต่ตอบตกลงตามที่พวกเขาเอ่ยปากโดยไม่แสดงการโต้แย้งเลยแม้แต่นิด นั่นก็เพื่อให้ตนเองยังทำงานต่อไปได้นั่นเอง
แม้ว่านี่จะยิ่งทำให้สภาพจิตใจของเขาเลวร้ายลงไปอีก แต่ในการทำงาน ผู้ใหญ่จำเป็นต้องแสดงทัศนคติแบบมืออาชีพ แต่ถ้าต้องเสียสละตัวเองเพื่องาน งานนั้นจะยังมีคุณค่าให้ทำต่ออีกหรือ?
มาประเมิน 4 เกณฑ์ในอาชีพของอุรามิจิ โอนี่ซังกันเถอะ:
A. ประเภทงาน
งานหลักของอุรามิจิ โอนี่ซังก็คือการเป็นโค้ชฝึกให้เด็กๆ เล่นกีฬาและทำกายบริหารด้วยกัน นอกเหนือจากนั้นยังรวมถึงการเป็นพิธีกรในช่วงแสดงความคิดเห็น และรับบทโรลเพลย์ในการแสดงร้องเพลง ตลอดจนถึงละครส่งเสริมการศึกษา
เพื่อที่จะทำหน้าที่เหล่านี้ อุรามิจิจำเป็นต้องแสดงท่าทางร่าเริงและทำให้บรรยากาศในรายการคึกครื้นได้ เขาต้องสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับเด็กๆ เป็นตัวอย่างและแนะแนวทางแก่เด็กๆ ให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตอย่างง่ายที่เด็กฟังแล้วเข้าใจ รวมทั้งโรลเพลย์ด้วย
อุรามิจิโอนี่ซังทำหน้าที่โดยการ
- แสดงท่าทางร่าเริงเพื่อทำให้บรรยากาศสดใส แต่ก็สูญเสียพลังงานจนเผยด้านมืดของเขาต่อหน้าเด็กๆ
- ให้เกียรติเด็กๆ ด้วยการนั่งให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกันเวลาคุย
- ตอบคำถามอันใสซื่อตรงไปตรงมาของเด็กๆ ด้วยคำตอบที่ซื่อตรงไม่น้อยไปกว่ากัน
- ต้องมีความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ของเด็กๆ แม้ว่าบางครั้งเขาจะขู่เรื่องชีวิตผู้ใหญ่ในภายหลังก็ตาม
- ให้คำแนะนำอันหดหู่ในการใช้ชีวิตซึ่งเป็นเรื่องยากที่เด็กๆ จะเข้าใจ แม้บางครั้งเขาก็สามารถให้คำแนะนำดีๆ ได้เช่นกัน
- เต็มใจสวมใส่ชุดแปลกๆ และทำให้เด็กๆ สนุกไปกับตัวละครที่เขาโรลเพลย์
เรียกได้ว่าอุรามิจิสามารถทำหน้าที่ของเขาได้ แม้ว่าจะไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพจิตของเด็กๆ ก็ตาม มุมมองต่อชีวิตอันขมขื่นซึ่งบางครั้งอยู่เหนือความสามารถในการเข้าใจของเด็กๆ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาหลายอย่างผสมกัน ปฏิกิริยาโดยทั่วไปคือช็อก บางคนก็พยายามจะปลอบใจ หรือไม่ก็ไม่อยากเป็นผู้ใหญ่อย่างเขา

“เมื่อหนูโตเป็นผู้ใหญ่ หนูต้องไม่ร้องไห้ เพราะไม่มีใครจะมาเล่นจ๊ะเอ๋ให้หนูหยุดร้องหรอกนะ” - บทที่ 1
น่าสนใจที่ความจริงแล้วเด็กๆ ชอบและรู้สึกเห็นใจเขา หลายครั้งอุรามิจิยังได้รับคำขอบคุณ รวมถึงถ้อยคำให้กำลังใจอีกด้วย อุรามิจิกล่าวว่าช่วงเวลาที่ได้เล่นกับเด็กๆ คือช่วงเวลาที่ทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาที่สุด
B. เงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นๆ
ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอุรามิจิได้เงินเดือนเท่าไหร่ แต่ดูจากไลฟ์สไตล์ของเขาแล้ว เขาสามารถอาศัยอยู่คนเดียวในอพาร์ตเมนต์ ซื้อของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน และยังเป็นสมาชิกยิมอีกด้วย จึงสามารถพูดได้ว่าเงินเดือนที่เขาได้รับจากการเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ช่วยให้อุรามิจิใช้ชีวิตในแต่ละวันได้ และไม่ประสบปัญหาทางการเงิน
C. โอกาสในหน้าที่การงาน
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอุรามิจิมีโอกาสในการเลื่อนขั้นทางหน้าที่การงานหรือไม่ ครั้งหนึ่งทักษะวาดรูประดับปานกลางของเขาเข้าตาหัวหน้า สุดท้ายอุรามิจิก็ลงเอยด้วยการได้งานเพิ่มที่อยู่นอกเหนือจากอาชีพและเวลางานหลักของเขา
D. ความสัมพันธ์กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน
ผู้กำกับเดเรคิดะมีบุคลิกร่าเริง เป็นคนง่ายๆ และมักจะเอ่ยชมผลงานของลูกน้องอยู่เสมอ เขามักจะถามถึงความเป็นไปของลูกน้องอยู่บ่อยๆ แม้ว่าจะเป็นแค่การชวนคุยเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจฟังจริงๆ ก็ตาม อย่าว่าแต่จะใส่ใจสถานการณ์ของลูกน้องจริงๆ เลย แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น เขาเองก็ถูกหัวหน้ากับแผนกอื่นๆ กดดันมาเช่นกัน เขาจึงเอาความกดดันมาลงกับลูกน้องในรูปแบบคำพูดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และยังรวมถึงการตัดสินใจที่ไร้เหตุผลอยู่บ่อยๆ ด้วย

เมื่อถูกหัวหน้ากดดัน เบื้องหน้าอุรามิจิมักจะอดทนไม่ตอบโต้กลับเท่าไหร่นัก นั่นก็เพราะเขากลัวว่าจะตกงานหากทำให้หัวหน้าไม่พอใจ หลายครั้งเราจะเห็นว่าอุรามิจิพยายามจะปฏิเสธคำขอของผู้กำกับเดเรคิดะ แต่โชคร้ายที่อีกฝ่ายไม่ใส่ใจ

อุรามิจิมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแต่ละคนแตกต่างกัน
คุมาทานิกับอุรามิจินั้นต่างก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะทั้งคู่มีนิสัยคล้ายกันตรงที่เป็นคนเก็บตัวและไม่ค่อยยุ่งเรื่องคนอื่นสักเท่าไหร่
อีกด้านหนึ่งนั้น อุซาฮาระเป็นคนเสียงดังและไม่รู้สึกรู้สา เขาชอบนินทาอุรามิจิ จึงทำให้อุรามิจิใช้อุซาฮาระเป็นเครื่องระบายอารมณ์โกรธเป็นประจำ ทว่าน่าแปลกที่อุซาฮาระมักจะมาเยี่ยมบ้านอุรามิจิอยู่บ่อยๆ แม้ปากจะบอกว่ากลัวอุรามิจิก็ตาม
ความสัมพันธ์ระหว่างอุทาโนะกับอุรามิจินั้นเรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจหัวอกกันและกัน ทั้งสองเหมือนกันตรงที่ใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาช่วยรับมือกับความผิดหวังจากการทำงานและชีวิตที่ไม่น่าพอใจ
กับอิเคเทรุนั้นต่างจากคนอื่นๆ เพราะเขาเป็นคนใสซื่อและหัวช้าไปหน่อย ดูเหมือนอุรามิจิจะเห็นอกเห็นใจเขา จึงได้ใจดีด้วยและมักจะเอ่ยให้กำลังใจอิเคเทรุอยู่บ่อยๆ แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม ถึงอย่างนั้นก็ไม่แปลกที่อุรามิจิจะหยอกล้ออิเคเทรุ เพราะอิเคเทรุมีอารมณ์ขันอันน่าเบื่อนั่นเอง
เรียกได้ว่าอุรามิจิกับเพื่อนร่วมงานค่อนข้างมีความเข้าใจหัวอกกันและกัน และก็เป็นความสัมพันธ์อันเกิดจากการต้องทนทุกข์เรื่องเดียวกันด้วย
สาเหตุที่อุรามิจิเกลียดงานของตัวเอง
หลังจากพิจารณาความพึงพอใจในงาน 4 ด้านข้างต้นแล้ว เหตุผลที่อุรามิจิเกลียดงานของเขาก็คือ
- สภาวะทางอารมณ์ไม่คงที่แต่ก็ต้องแสร้งทำตัวร่าเริง
- ต้องเผชิญหน้ากับคำถามอันซื่อตรงแต่แทงใจจากพวกเด็กๆ
- เพื่อนร่วมงานน่ารำคาญ
- หัวหน้าที่ไม่อยากรับรู้และไม่รับฟังลูกน้อง
- หัวหน้าสั่งให้ทำงานที่อยู่นอกเหนือไปจากเนื้อหางานที่ต้องทำจริงๆ
- หัวหน้าสั่งให้ทำงานที่ไร้เหตุผล ทำให้เขารู้สึกไร้ค่า
- รู้สึกฝืนทนที่ต้องเอาใจหัวหน้าเพื่อไม่ให้ถูกไล่ออก
เราไม่ได้จะทำให้สิ่งเหล่านั้นฟังดูเป็นเรื่องปกติ แต่ความกดดันและความยากลำบากที่อุรามิจิต้องเผชิญนั้นเป็นปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกแห่งการทำงาน นอกจากนั้น สภาวะทางอารมณ์ของเขาที่มีแนวโน้มจะซึมเศร้า ก็ยิ่งทำให้ชีวิตการทำงานของเขายากขึ้นด้วย
วิธีรับมือกับความเครียดและความยากลำบากในการทำงานของอุรามิจิ ก็คือการสูบบุหรี่ในเวลาพัก กับดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเลิกงาน ยิ่งไปกว่านั้นอุรามิจิยังใช้อุซาฮาระเป็นเครื่องระบายอารมณ์ โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายทำตัวน่ารำคาญ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่วิธีที่สมควรและเหมาะสมในการจัดการกับปัญหาแต่อย่างใด
สาเหตุที่อุรามิจิยังคงทำงานเดิมต่อไป

“วันนี้สนุกมากเลย สู้ๆ นะคะพี่ชาย” - บทที่ 25
แม้ว่าจะเกลียดอาชีพพิธีกรรายการส่งเสริมการศึกษาสำหรับเด็กในบางแง่มุม แต่อุรามิจิก็ยังคงประกอบอาชีพนั้นต่อไปเพราะเขายังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตนเองอยากทำอะไรในชีวิต นอกจากนั้น อุรามิจิยังค่อยๆ สัมผัสได้ถึงความรักอันจริงใจของพวกเด็กๆ ที่ช่วยให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเองและค้นพบความหมายของชีวิต เขายังสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานให้แน่นแฟ้นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วย

เรตสึโกะ จากอนิเมะเรื่อง อั๊กเกรทซูโกะ เป็นผู้หญิงอายุ 25 ปีที่ทำงานเป็นพนักงานบัญชีของบริษัท Carrier Man Trading จำกัด งานหลักของเธอคือทำเอกสารและบันทึกการเงินของบริษัท ตอนแรกเรตสึโกะตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นพนักงานออฟฟิศ เธอเป็นคนสุภาพ มีความรับผิดชอบ และเป็นพนักงานที่ทุกคนรู้จักกันว่าเป็น ‘เด็กดี’ เพราะเธอเต็มใจและสามารถทำตามคำสั่งหัวหน้าและรุ่นพี่ได้ทุกเรื่อง
โชคร้ายที่การมีบุคลิกเป็น ‘เด็กดี’ นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เด็กดี’ คือคนที่ทุ่มเทตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นพึงพอใจอยู่ร่ำไป จนถึงจุดที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญสำหรับตนเอง ไม่รู้ว่าชีวิตตนเองต้องการอะไร มีคำกล่าวที่ว่า “หากเราไม่ตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตตนเอง คนอื่นจะตัดสินใจให้แทน” ในโลกแห่งการทำงานนั้น คนที่ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าตนเองสมควรและไม่สมควรได้รับการปฏิบัติแบบไหน ได้แต่ทำตามคำสั่งงกๆ เป็นคนที่มักจะถูกผู้อื่นเอาเปรียบได้ง่าย คนที่ไม่อยากรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ของตนจะมักง่ายโยนงานมาให้ ‘เด็กดี’ ทำแทน
เมื่อเข้าสู่การทำงานปีที่ 5 เรตสึโกะเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับการเป็น ‘เด็กดี’ ตลอดเวลา เธอเริ่มเบื่อหน่ายงาน และต้องการเครื่องระบายอารมณ์ ซึ่งก็คือการร้องเพลงเดธเมทัลในคาราโอเกะนั่นเอง เสียงกรีดร้องของเธอนั้นเต็มไปด้วยความคิดความรู้สึกที่ไม่อาจถ่ายทอดออกมาได้โดยตรงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับฟัง สุดท้ายเรตสึโกะที่เหนื่อยล้าทั้งกายและใจจึงเริ่มมองหาหนทางเลิกทำงาน
มาประเมิน 4 เกณฑ์ในอาชีพของเรตสึโกะกันเถอะ:
A. ประเภทงาน
ไม่เป็นที่แน่ชัดว่างานของเรตสึโกะคืออะไร แต่ทั่วไปแล้วพนักงานบัญชีมีหน้าที่หลักคือการจัดการเอกสารและบันทึกข้อมูลทางการเงินของบริษัท
เรตสึโกะเป็นตัวละครที่แสดงภาพจำลองของพนักงานหญิง (หรือที่นิยมเรียกว่าออฟฟิศเลดี้) อันเป็นภาพลักษณ์แบบเหมารวมในญี่ปุ่น ทั้งในแง่บทบาทและการปฏิบัติหน้าที่ในออฟฟิศ ที่ญี่ปุ่น พนักงานหญิงส่วนใหญ่ถูกมอบหมายให้ทำ “งานนั่งโต๊ะ” มากกว่างานภาคสนาม ไม่ใช่เพียงเท่านั้น พวกเธอยังถูกโยน ‘หน้าที่’ ให้ทำงานแม่บ้านเช่น ชงชากาแฟสำหรับแขกหรือเจ้านาย

ปกติแล้วเรตสึโกะสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี มีบางครั้งที่เธอทำงานผิดพลาดบ้าง แต่เธอก็สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงได้เสมอ ทั้งรุ่นพี่และหัวหน้าต่างก็พึ่งพาเธอ ถึงขั้นที่ว่าเธอต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ
B. เงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นๆ
ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเรตสึโกะได้เงินเดือนเท่าไหร่ แต่ดูจากจากไลฟ์สไตล์ของเธอแล้ว เธอสามารถใช้ชีวิตคนเดียวในอพาร์ตเมนต์ ซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้องคาราโอเกะ ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานที่คาเฟ่ เข้าคลาสเรียนโยคะ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลังจากที่เธอมอบเงินใส่ซองงานแต่งงานให้เพื่อนแล้ว เธอได้แต่พึ่งพาขนมปังของเหลือที่ได้ฟรีจากร้านเบเกอรี่เป็นมื้อกลางวัน เรายังเห็นเธอหมดเงินเก็บไปกับการใช้จ่ายในเกมมากเกินไป และยังมีหนี้สินจากการจ่ายค่าเสียหายรถที่ขับชนอีกด้วย
จึงสามารถกล่าวได้ว่า เงินเดือนที่ได้สำหรับอาชีพพนักงานบัญชีนั้น เพียงพอแค่สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน เรตสึโกะยังสามารถเจียดเงินไปปรนเปรอตัวเองได้แม้ว่าจะจำนวนจำกัดและต้องบริหารเงินอย่างชาญฉลาด อาจสรุปได้ว่า บางทีเงินเดือนของเธออาจจะเพียงพอสำหรับใช้ ‘เดือนชนเดือน’ นั่นเอง
C. โอกาสในหน้าที่การงาน
ในเรื่องไม่ได้ระบุแน่ชัด แต่ปกติแล้วในแผนกบัญชีนั้น พนักงานบัญชีมักจะเป็นตำแหน่งงานที่ต่ำที่สุด เหนือขึ้นไปกว่านั้นคือผู้จัดการฝ่ายบัญชี เมื่อดูจากจำนวนพนักงานมากมาย ตลอดจนถึงความอาวุโสในแผนกนี้แล้ว ดูไม่เหมือนว่าเรตสึโกะจะมีโอกาสได้เลื่อนขั้นในอนาคตอันใกล้เลย
D. ความสัมพันธ์กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน
ผู้อำนวยการตันนั้นมีบุคลิกที่ขัดแย้งกันเองหลายประการ

ในด้านหนึ่ง ผู้อำนวยการตันเป็นผู้นำที่มีมุมมองคร่ำครึ ทั้งบ้าอำนาจ เลือกที่รักมักที่ชัง แถมยังเหยียดเพศ ในเรื่องได้แสดงให้เราเห็นบ่อยครั้งว่าผู้อำนวยการคนนี้ไม่ชอบเห็นเรตสึโกะยิ้ม จึงเจตนาทำให้ชีวิตของเธอทุกข์ระทมด้วยการโยนงานของผู้อื่นมาให้เธอทำ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมักจะกดดันจิตใจของเรตสึโกะโดยไม่จำเป็นอยู่บ่อยๆ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้อำนวยการตันก็ได้แสดงอุปนิสัยแบบผู้เป็นพ่อ เช่น ให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตกับเรตสึโกะยามที่เธอต้องการ เขายังให้อิสระกับเรตสึโกะในระดับหนึ่งเวลาที่เธอทำงานไม่ไหวด้วย
นิสัยที่ขัดแย้งในตัวเองของผู้อำนวยการตัน คือสิ่งที่ทำให้เรตสึโกะเกลียดเขา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขอบคุณเขาเป็นบางครั้งด้วย

เรตสึโกะมีเพื่อนร่วมงานที่มีอุปนิสัยและพฤติกรรมแตกต่างกัน
เรตสึโกะค่อนข้างใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมรุ่นของเธอที่ชื่อเฟเนโกะกับไฮดะ เฟเนโกะนั้นเป็นคนเยือกเย็นและมีเหตุผล ในขณะที่ไฮดะนั้นเอาใจใส่ผู้อื่นแต่ไม่ใช่คนมั่นใจ ทั้งสองคนนี้ค่อนข้างเป็นห่วงเรตสึโกะ โชคร้ายที่เรตสึโกะไม่ได้คิดอะไรกับพวกเขามากไปกว่าเพื่อนร่วมงาน
ไม่ใช่เพียงคนที่อายุพอๆ กันหรืออยู่ในทีมเดียวกับเธอเท่านั้น แต่ปรากฏว่าเรตสึโกะยังสนิทสนมกับรุ่นพี่ในแผนกอื่นอย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย ซึ่งก็คือผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กอริ กับวาชิมิที่เป็นเลขาของ CEO ทั้งสองคนนี้อายุมากกว่าเรตสึโกะ และเป็นเหมือนพี่สาวของเธอ พวกเขามักจะคอยรับฟัง ให้คำแนะนำ อีกทั้งคอยช่วยเหลือเรตสึโกะแก้ปัญหา

อีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างเรตสึโกะกับรุ่นพี่รุ่นน้องบางคนก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก สึโบเนะ รุ่นพี่ของเรตสึโกะมักจะโดดงานและชอบทำอะไรเหยียดเพศ ในขณะที่คาบาเอะนั้นพูดมากและขี้นินทา ส่วนสึโนดะที่เป็นรุ่นน้องของเรตสึโกะก็ไม่ได้มองเรตสึโกะว่าเป็นรุ่นพี่ เธอชอบประจบประแจงหัวหน้า และมันก็ดูจะเป็นเหตุที่ทำให้เรตสึโกะได้งานหนักจากสึโนดะด้วย
เรียกได้ว่ามีทั้งเพื่อนร่วมงานที่ทำให้เรตสึโกะไม่สบายตัวไม่สบายใจ แต่ก็มีเพื่อนร่วมงานที่ค่อนข้างสนิทสนมกันและยินดีให้ความช่วยเหลือเมื่อเธอตกที่นั่งลำบากด้วย
สาเหตุที่เรตสึโกะเกลียดงานของตัวเอง
เมื่อพิจารณาความพึงพอใจในงาน 4 ด้านข้างต้นแล้ว เหตุผลที่เรตสึโกะเกลียดงานของตนคือ
- งานไม่รู้จักหมดแต่เงินเดือนงั้นๆ
- หัวหน้ากับเพื่อนร่วมงานที่เหยียดเพศ ขี้เกียจอยู่เสมอ แถมยังโยนงานมาให้
- บรรยากาศการทำงานเป็นพิษ หัวหน้าไม่ให้เกียรติ และยังเจตนาทำให้จิตตก
- เพื่อนร่วมงานขี้นินทา
เรียกได้ว่าบรรยากาศการทำงานของเรตสึโกะในแผนกบัญชีนั้นไม่ดีต่อสุขภาพเลย ยิ่งไปกว่านั้นการที่เรตสึโกะด้อยความสามารถในการแสดงออกถึงความคิดและความรู้สึกที่แท้จริงของตน รวมกับความไม่กล้าปฏิเสธคำสั่งของเพื่อนร่วมงานกับหัวหน้าแล้ว ยิ่งทำให้ชีวิตการทำงานของเธอยากลำบากยิ่งขึ้น
วิธีรับมือกับความกดดันและความยากลำบากในการทำงานของเรตสึโกะ คือการร้องเพลงเดธเมทัลในคาราโอเกะ นอกจากนั้นเธอยังพยายามมองหาลู่ทางออกจากบริษัท ด้วยการพิจารณาลงทุนทำธุรกิจหรือไม่ก็แต่งงานไปเป็นแม่บ้านแทน แต่เธอก็ยังไม่สามารถเลือกวิธีที่จะช่วยให้ชีวิตของเธอดีขึ้นจริงๆ ได้
สาเหตุที่เรตสึโกะยังคงทำงานเดิมต่อไป
สุดท้ายแล้ว แม้ว่าจะเกลียดการเป็นพนักงานบัญชีของตนในแทบทุกด้าน เรตสึโกะก็ยังประกอบอาชีพนั้นต่อไปเพราะเธอไม่รู้จักตัวเอง ยังไม่ค้นพบว่าความจริงแล้วเธอต้องการทำอะไรในชีวิต เธอกังวลกับสายตาคนอื่นที่มองเธอ และไม่อยากทำให้ผู้อื่นผิดหวัง อย่างไรก็ตาม เธอเริ่มจะรับมือกับชีวิตการทำงานของเธอได้ ด้วยการสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานบางคนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นนั่นเอง
ส่งท้าย
เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะประสบความวิตกกังวล หวาดกลัว ผิดหวัง หรือกระทั่งโกรธและเกลียดชีวิตการทำงาน ไม่ใช่ทุกอาชีพที่จะสามารถตอบสนองความต้องการในการทำสิ่งที่ชอบ ถนัด และได้ค่าตอบแทนดี
ตอนนี้คุณอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ นานามิที่เปลี่ยนอาชีพและยังคงติดอยู่ในวังวนการตัดสินใจ หรือเป็นเหมือนอุรามิจิที่ละทิ้งความฝันของพ่อแม่แล้วหันมาสนุกกับสิ่งที่ตนเองกำลังทำ หรือแม้จะเป็นเช่นเรตสึโกะที่ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองต้องการทำอะไรในชีวิต
ไม่ว่าเวลานี้คุณจะเป็นแบบไหน ก็อยากให้รู้ไว้ว่าในชีวิตไม่มีทางเลือกที่ถูกหรือผิด ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไร ก็ย่อมมีผลตามมาที่คุณต้องเผชิญหน้ากับมันเสมอ หากสุดท้ายแล้วความทุกข์ทนคือส่วนหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในชีวิต ทำไมเราไม่เลือกล่ะว่าเราอยากจะอดทนต่อความทุกข์แบบไหน?
นักจิตวิทยาคลินิกและแฟนอนิเมะมังงะตัวยง เข้าใจความขมขื่นของอุรามิจิ มีงานอดิเรกไปกรีดร้องใส่คาราโอเกะคนเดียวเพื่อคลายเครียดแบบเรตสึโกะ และมีความรับผิดชอบสูงแบบนานามิ ความพยายามที่จะค้นหาความใฝ่ฝันในชีวิตจริงได้ชักนำให้เธอยังคงเยียวยาใจตนเองต่อไป และเรียนรู้ที่จะหัวเราะกับชีวิต
**บทความนี้แก้ไขดัดแปลงโดย ZenMarket เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจจะอ่านบทความต้นฉบับอย่างละเอียด กรุณาติดต่อผู้เขียนผ่าน LinkedIn ของเธอที่ระบุไว้ข้างต้น
เกี่ยวกับ ZenMarket
เว็บช็อปปิ้งออนไลน์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่มีบริการส่งระหว่างประเทศ ทำให้ลูกค้าต่างชาติไม่สามารถสั่งสินค้าออนไลน์ได้โดยง่าย ZenMarket จึงแก้ปัญหาด้วยการรวบรวมเว็บช็อปปิ้งออนไลน์ขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Rakuten, JDirectItems Auction และเว็บอื่นๆ อีกมากมายเข้าด้วยกันเป็นเว็บไซต์เดียว
เพียงแค่คุณกดคัดลอกลิงก์สินค้าที่ต้องการจะสั่งซื้อ แล้วแปะลงที่ช่องค้นหาของ ZenMarket คุณก็สามารถช็อปปิ้งจากร้านค้าออนไลน์นับร้อยแห่งในญี่ปุ่นได้โดยตรงอย่างสะดวกง่ายดาย และประหยัดอีกด้วย!
ติดตามโซเชียลมีเดียของ ZenMarket เพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ