ถ้านี่เป็นครั้งแรกที่คุณลองสั่งของจากต่างประเทศ และกำลังกังวลเรื่องภาษี บทความนี้จะช่วยคุณตอบข้อสงสัยเบื้องต้นเกี่ยวกับภาษีนำเข้า วิธีคำนวณภาษีคร่าว ๆ รวมถึงสั่งของอย่างไรให้จ่ายภาษีได้ถูกลง
ภาษีศุลกากรคืออะไร? ทำไมถึงต้องจ่าย?
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเคยสั่งของจากต่างประเทศเป็นครั้งแรก อาจจะกำลังสงสัยว่า ภาษีศุลกากรคืออะไรกันแน่? ทำไมถึงต้องจ่าย? และถ้าสั่งของมาใช้เองไม่ได้นำไปขายต่อ ยังต้องจ่ายอยู่หรือเปล่า? ฯลฯ
ภาษีศุลกากร คือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศ โดยรัฐบาลในประเทศนั้น ๆ เป็นผู้กำหนด มักคิดเป็น % จากมูลค่าและจากชนิดของสินค้า
คุณจะต้องเสียภาษีเพื่อนำสินค้าเข้ามาในประเทศ ไม่ว่าสินค้านั้นคุณจะซื้อเข้ามาเพื่อใช้เอง หรือเพื่อใช้จำหน่ายต่อ หากเป็นสินค้าที่มีมูลค่า ต้องเสียภาษีหมดไม่มีข้อยกเว้น
คุณอาจจะกำลังสงสัยว่าทำไมต้องมีการเก็บภาษีด้วย นั่นเป็นเพราะรัฐบาลต้องการกระตุ้นให้คนอุดหนุนสินค้าที่ผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศมากกว่าเสียเงินให้กับต่างประเทศเพื่อปกป้องเศรษฐกิจ และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่มีการเก็บภาษี แต่ทุกประเทศมีการเก็บภาษีศุลกากรเหมือนกันหมด
ประเทศไทยคิดภาษีนำเข้าอย่างไร?
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรได้ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้าที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาทแล้ว หมายความว่า "สินค้าทุกชิ้น" ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีอากรนำเข้า + VAT 7% ตั้งแต่บาทแรก
เกณฑ์การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT):
ราคาศุลกากร (CIF) x 7%
*ราคาศุลกากร(CIF) = ราคาสินค้า (Cost) + ค่าประกันความเสียหายของสินค้า (Insurance)+ ค่าขนส่ง (Freight)
คุณสามารถเช็กอัตราอากรที่ต้องชำระสำหรับสินค้าแต่ละชนิดได้ที่ เว็บไซต์กรมศุลกากร โดยให้พิมพ์ชื่อชนิดสินค้าลงไปในช่องคำอธิบายภาษาไทย เช่น ถ้าคุณต้องการสั่งกระเป๋ามาจากต่างประเทศ และต้องการตรวจสอบภาษี ให้พิมพ์ลงไปว่า "กระเป๋า" เว็บไซต์จะแสดงผลลัพธ์ว่าต้องเสียอากรกี่เปอร์เซ็นต์

ตัวอย่างอัตราอากรสินค้าที่คนไทยซื้อบ่อย
*เป็นเพียงตัวอย่างคร่าว ๆ ภาษีจะแตกต่างไปตามประเภทย่อยของสินค้าด้วย*
เครื่องสำอาง หมวก น้ำหอม รองเท้า : 30%
กระเป๋า : 20%
CD DVD อัลบั้ม คอนเสิร์ต หูฟัง : 10%
นาฬิกา แว่นกันแดด : 5%
ตัวอย่างการคำนวณภาษี

ตัวอย่าง 1: สั่งซื้อรองเท้ากีฬาสำหรับวิ่งจากเว็บไซด์ต่างประเทศ ราคา 8,900 บาท โดยมีค่าขนส่งสินค้าระหว่าง ประเทศ 1,500 บาท จะต้องเสียภาษีนำเข้าเท่าไหร่ ?
ก่อนอื่นต้องคำนวณราคา CIF ของรองเท้า
C หรือ Cost มูลค่าของนำเข้า ซึ่งก็คือราคารองเท้า = 8,900 บาท
I หรือ Insurance *ในกรณีที่ไม่ได้มีการซื้อประกันภัย จะคิด 1% ของมูลค่าของนำเข้า*
= (8900 x 1%) = 89 บาท
F หรือ Freight ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ = 1,500 บาท
ดังนั้น CIF ของรองเท้า = 8,900 + 89 + 1,500 = 10,489 บาท
รองเท้ากีฬาใช้สำหรับวิ่ง มีอัตราอากร 30%
ดังนั้น จะต้องเสียภาษีนำเข้า = 10,489 x 30% = 3,146.70 บาท
และต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) = (CIF 10,489 + อากร 3,146.70) x VAT 7% = 954.50 บาท
รวมภาษีทั้งหมดที่คุณต้องชำระ 3,146.70 + 954.50 = 4,101.20 บาท
ตัวอย่าง 2: สั่งซื้อซีดีนักร้องที่ชอบจากต่างประเทศ ราคา 800 บาท โดยมีค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ 450 บาท จะต้องเสียภาษีนำเข้าเท่าไหร่ ?
ราคา CIF ของซีดี คือ 800 + 8 + 450 = 1,258 บาท
เนื่องจากมีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท จึงได้รับการยกเว้นอากร ชำระแค่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เท่านั้น
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) = CIF 1,258 x VAT 7% = 88.06 บาท
รวมภาษีทั้งหมดที่คุณต้องชำระ = 88.06 บาท
โปรดทราบว่านี่เป็นเพียงหลักการคำนวณเท่านั้น การคำนวณจริงจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร
ใครเป็นผู้เสียภาษีนำเข้า?
ผู้รับพัสดุจะเป็นผู้เสียภาษีนำเข้า
โปรดทราบว่า ZenMarket ไม่สามารถคำนวณภาษีให้ได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์และดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร อีกทั้ง ZenMarket ยังไม่มีบริการเคลียร์ภาษีให้ ดังนั้น โปรดตรวจสอบให้แน่ใจก่อนสั่งซื้อสินค้าทุกครั้ง
ต้องจ่ายภาษีให้ใคร?
เมื่อสินค้าถูกส่งมายังประเทศไทย และสินค้านั้นอยู่ในเกณฑ์ต้องโดนเก็บภาษี จะมีใบแจ้งภาษีส่งถึงคุณเพื่อให้คุณไปชำระภาษี ณ ที่ทำการไปรษณีย์ใกล้บ้านก่อนรับพัสดุ

ในกรณีที่คุณใช้บริษัทขนส่งเอกชน เช่น FedEx, DHL ในการส่งสินค้า บริษัทจะชำระภาษีและค่าดำเนินการเอกสารต่าง ๆให้คุณก่อน จากนั้นจึงเรียกเก็บเงินจากคุณทีหลัง บางบริษัทอาจเรียกเก็บเงินหลายวันหลังจากที่คุณได้รับพัสดุแล้ว
มีวิธีเลี่ยงภาษี/เคลียร์ภาษีให้ได้หรือไม่?
หนึ่งในคำถามที่ ZenMarket ได้รับบ่อยที่สุดคือ "มีวิธีเลี่ยงภาษีหรือไม่?" คำตอบคือ "ไม่มี" การเลี่ยงภาษีถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากตรวจพบจะมีการปรับหนักหลายเท่าตัวมากกว่าภาษีที่คุณต้องการเลี่ยงจะจ่ายเยอะ
อีกหนึ่งคำถามที่พบบ่อยคือ "สามารถเคลียร์ภาษีให้ได้หรือไม่?" ในขณะนี้ ZenMarket ยังไม่มีบริการเคลียร์ภาษีให้ ทางลูกค้าต้องเป็นผู้ชำระเอง ซึ่งหากพูดกันตามตรงแล้ว บางครั้งลูกค้าอาจได้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าสั่งจากพรีออเดอร์ หรือบริการชิปปิ้ง เนื่องจาก:
- ศุลกากรสุ่มเช็กพัสดุเพื่อเก็บภาษี ถ้าคุณโชคดี พัสดุของคุณอาจไม่โดน
- บริการชิปปิ้ง และพรีออเดอร์ที่แจ้งว่าไม่มีภาษี/เคลียร์ภาษีเรียบร้อยแล้ว หมายถึง เขาบวกค่าภาษีล่วงหน้าลงในค่าสินค้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่จะบวกเกินไว้ก่อน ไม่มีใครสามารถบวกภาษีจำนวนเป๊ะ ๆ ก่อนรู้ภาษีจริงได้ ดังนั้น สินค้าที่คุณสั่งมาโดยเข้าใจว่าไม่มีภาษี/เคลียร์ภาษี เมื่อดูราคารวมจริง ๆ แล้วอาจแพงกว่าราคารวมของสินค้าที่คุณต้องจ่ายภาษีด้วยตัวเอง
คำแนะนำคือ ให้คุณสั่งสินค้าเข้ามา และรอลุ้นว่าจะโดนภาษีไหม น่าจะดีที่สุด เพราะถ้าไม่โดน ย่อมหมายความว่าคุณได้สินค้าราคาถูกกว่าพรีออเดอร์ แต่ถ้าโดนภาษี คุณก็ยังได้จ่ายตามจำนวนภาษีจริงที่ควรจ่าย ไม่มีการบวกกำไรเพิ่มจากร้าน
ทำอย่างไรถึงจะจ่ายภาษีถูกลง (แบบถูกกฎหมาย)
เพื่อให้การสั่งซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นคุ้มค่าที่สุดภายใต้กฎหมายใหม่ แนะนำให้ใช้ฟีเจอร์ของ ZenMarket ดังนี้:
- ใช้บริการรวมพัสดุ (Package Consolidation): ฝากสินค้าที่โกดัง ZenMarket ได้ฟรี 60 วัน แนะนำให้รวมพัสดุหลายชิ้นส่งเป็นกล่องเดียว เพื่อประหยัดค่าขนส่งระหว่างประเทศเฉลี่ยต่อชิ้น
- ตรวจสอบน้ำหนักและขนาด: ใช้ระบบคำนวณค่าขนส่งหน้าเว็บ เพื่อเลือกวิธีส่งที่เหมาะกับงบประมาณ เช่น การเลือกส่งทางเรือ (Surface) สำหรับสินค้าหนักจะช่วยลดค่า CIF ซึ่งเป็นฐานการคำนวณภาษีได้
- สะสม ZenPoints: เข้าร่วมแคมเปญต่างๆ เพื่อสะสม ZenPoints นำมาใช้เป็นส่วนลดค่าจัดส่ง ช่วยลดต้นทุนรวมของพัสดุลงได้
ถ้าเข้าใจเรื่องภาษีแล้ว ก็เตรียมตัวช้อปได้เลย!
ด้วยบริการของเว็บ ZenMarket
คุณสามารถสั่งสินค้าออนไลน์จากร้านค้าญี่ปุ่นหลายพันร้าน
เราจะส่งสินค้าจากญี่ปุ่นตรงถึงบ้านคุณอย่างปลอดภัย รับรองไม่มีโกง!
การันตีด้วยจำนวนผู้ใช้งานกว่า 2 ล้านรายทั่วโลก
สั่งซื้อสินค้าจากญี่ปุ่น
คุณเป็นสมาชิก ZenMarket แล้วหรือยัง?
ZenMarket เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยให้คุณหาสินค้าจากญี่ปุ่นได้โดยตรง
สมัครสมาชิกฟรี รับทันทีแต้มสะสมพิเศษวันนี้!
สมัครสมาชิก